โรคภัยที่มากับหน้าร้อน
สวัสดีค่ะพบกับ note กันอีกแล้วนะคะ ในวันนี้ note ก็นำเรื่องดีดีมาฝากกันอีกเช่นเคย เรื่องดีดีวันนี้ที่ note จะเอามาฝากกันก็คือเรื่องเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในช่วงหน้าร้อนนี้ค่ะ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว note เห็นคนรอบข้างต่างก็ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นป่วยกันหลายคนเลยเหมือนกัน ดังนั้นครั้งนี้ note ก็จะขอนำสาระดีดีเกี่ยวกับโรคในหน้าร้อนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดุแลสุขภาพ ของตัวเองแก่ผู้อ่านทุกๆคนนะ
เนื่องจากช่วงนี้อากาศมันร้อนมากถึง มากที่สุด ออกไปไหนก็แทบละลายกันเลยทีเดียวซึ่งอากาศที่ร้อนจัดนี้เองที่อาจะเป็นตัว ที่บั่นทอนสุขภาพของเราชนิดของโรคภัยที่มากับหน้าร้อนนั้น สามารถแบ่งออกมาได้ดังต่อไปนี้

เมื่อร่างกายไม่สามารถจัดการระบายความร้อนภายในร่างกายที่เกิดขึ้นเองหรือรับมาในร่างกายของเราออกไปได้ก็จะเกิดอาการต่างๆอันถือว่าเป็นโรคที่มากับหน้าร้อนได้ดังต่อไปนี้
1. โรดหมดสติแพ้ร้อน (Heat Syncope, Heat Collapse) โรคนี้เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมามาก จากการยืนตากแดดหรือออกกำลังกายเล่นกีฬากลางแดดนานนาน หลอดเลือดบริเวณที่ใกล้กับผิวหนังขยายตัวเพื่อพยายามขับความร้อนออกไป เสียน้ำทางเหงื่อออกมามากจนเกินไปจนกระทั่งทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะภายในต่ำลง โดยที่อาการของโรคที่แสดงออกมาก็คือ จะมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย เป็นลมชีพจรในร่างกายเต้นเบาแต่เต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำลง และขาบวม(เกิดกับบุคคลที่ยืนเป็นระยะเวลานาน) ซึ่งเมื่อเกิดอาการของโรคเหล่านี้แล้ว ต้องรีบปฐมพยาบาลโดยด่วน โดยมีวิธีการปฐมพยาบาลดังต่อไปนี้ …..
- ให้ไปนอนพักในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยยกขาให้สูง แล้วเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น พร้อมกับให้ดื่มน้ำมากๆ เพียงแค่นี้อาการของโรคก็จะทุเลาและกลับมาเป็นปกติได้ในที่สุด
2. โรคภาวะเป็นลมแพ้ร้อน โรคนี้แม้จะไม่ได้พบกันบ่อยนักในหน้าร้อนแต่ก็เป็นโรคที่อันตรายที่สุดหากเกิดขึ้นในหน้าร้อน เพราะว่าถ้าเกิดไม่ได้รับการช่วยเหลือให้ทันเวลาผู้ที่ป่วยโรคนี้อาจจะถึงแก่ชีวิตได้ สาเหตุของโรคก็เกิดจากคนที่ออกกำลังกายหรือยืนกลางแดดนานๆโดยอาการก่อนที่จะเกิดโรคลมแพ้ร้อนมักมี อาการของโรคนำมาก่อน เช่น ร้อนอึดอัดเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก และในกล้ามเนื้อ หายใจขัดและหอบถี่ ปากแห้งผาก สายตาฝ้ามัว และคลื่นไส้อาเจียน บางครั้งมีความคิดประหลาดๆ และเอะอะอาละวาด ซึ่งเป็นอาการที่แสดงว่า สมองได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่พอ ถ้าหากการออกกำลังกายหรือการได้รับความร้อนยังคงดำเนินต่อไป จะเกิดเป็นโรคลมแพ้ร้อนโดยจะมีอาการโซเซ และหมดสติในที่สุด ผิวหนังขณะนั้นจะแห้ง (เพราะเหงื่อหยุดไหล) และร้อน แต่บางครั้งผิวหนังอาจเย็นชืดได้ (จากการที่เส้นเลือดใต้ผิวหนังหดตัว) อุณหภูมิในร่างกายจะร้อนจัด (41 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า) อาจมีชักกระตุกร่วมด้วย ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะเกิดอาการช็อคตามมา เนื่องจากการเสียน้ำไปมาก ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่เพียงพอ
อาการ ของโรคลมแพ้ร้อนเกิดขึ้นเมื่อมีความร้อนสะสมอยู่ในร่างกายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายจะเสียการทำงานไปชั่วคราว และผลจากการขาดน้ำร่วมกับหัวใจวายชนิดผลงานสูง (high output failure) อาจทำให้การผลิตเหงื่อหยุดชะงักลง ซึ่งกลับทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นอีก วิธีการรักษาโรคเป็นลมแพ้ร้อนมีดังต่อไปนี้ ….
- จุดใหญ่ของการรักษาโรคนี้อยู่ที่การทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง และทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนมีเพียงพอ โดยวางผู้ป่วยในท่าแก้ช็อก คือ ให้หัวต่ำ และยกเท้าสูง ราดน้ำลงบนตัวผู้ป่วย จะเป็นน้ำอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้มือ ถ้าเป็นน้ำเย็นได้ยิ่งดี หากมีก้อนน้ำแข็งก็ให้ใช้ถูบนผิวหนัง หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว กันคนที่มุงออกไป เปิดบริเวณรอบตัวผู้ป่วยให้โล่ง และพยายามให้มีลมโกรกถูกตัวผู้ป่วย การใช้พัดลมเป่าจะช่วยได้มาก ควรจะลดอุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยให้เหลือ 39 องศาเซลเซียสภายในหนึ่งชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวดีขึ้นแล้ว ควรให้ดื่มน้ำที่มีสารละลายเกลือแร่ (ไม่ใช่น้ำดื่มเกลือแร่ที่โฆษณากันทางโทรทัศน์ประเภทชู 2 นิ้ว หรือเอ็ม 500 ฯลฯ) เช่น น้ำส้มคั้น น้ำผลไม้อื่นๆ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อทดแทนน้ำ และเกลือแร่ที่สูญเสียไป
ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นใหม่ๆ อย่าเพิ่งวางใจ ให้เฝ้าดูอาการต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นถ้าหากหมดสติไปอีก คือเริ่มบ่นปวดศีรษะ คลื่นไส้ วิงเวียน หรือมีอาการเลอะเลือน ให้ทำการเช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อาการต่างๆดังกล่าวเป็นเครื่องแสดงว่า อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นไปอีก ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นซ้ำๆกันได้หลายหนถ้าให้การรักษาเบื้อง ต้นแล้วผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 5-10 นาที หรือมีอาการช็อกต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที


วิธีการป้องกันโรคลมแพ้ร้อนนั้น
สิ่ง สำคัญที่สุด คือ การกินน้ำให้เพียงพอทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย ควรสอนให้นักกีฬากินน้ำโดยที่ยังไม่รู้สึกหิว เพราะว่ากว่าจะรู้สึกหิวน้ำ ร่างกายอาจจะเสียน้ำไปมากแล้ว (โดยเฉพาะในคนสูงอายุ) การกินน้ำตามความหิวจะทำให้ร่างกายได้น้ำเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการเท่านั้นเอง อีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากรู้ว่าจะต้องไปออกกำลังกายในช่วงที่อากาศร้อน ควรจะดูว่าแต่งตัวอย่างไรจึงจะเหมาะกับสภาพอากาศร้อน ไม่ใช่ ใส่ชุดวอล์มทั้งชุด แขนยาว คอปิด หรือมีหมวกคลุมปิดหมด ซึ่งจะทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่สะดวก ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมๆ ลมโกรกได้หรือใส่เสื้อผ้าที่สีขาวๆ จะช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี
ปกติ คนที่ออกกำลังกายจะได้เกลือจากอาหารในปริมาณที่เพียงพอ แต่ควรจะกินอาหารที่มีโพแทสเซียม เช่น น้ำผลไม้ หรือผลไม้ต่างๆ เป็นประจำด้วย เพื่อกันการขาดโพแทสเซียมคนที่ท้องร่วงหรืออาเจียน ควรงดออกกำลังกายจนกว่าจะหายดีการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการออกกำลังกาย ทำให้เกิดลมแพ้ร้อนได้ง่าย เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นเหตุให้ร่างกายขาดน้ำเช่นเดียวกับผู้ที่กินยาขับปัสสาวะเพื่อลดความดัน เลือด ซึ่งจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากในการออกกำลังกายคนทั่วไปมักเข้าใจผิดกันว่า ระหว่างการเล่นกีฬาไม่ควรจะกินน้ำมาก เพราะจะทำให้จุก แต่ความจริงแล้วในระหว่างการเล่นกีฬา สิ่งที่ร่างกายต้องการจริงๆก็คือน้ำ เพราะระหว่างเล่นเหงื่อจะออกมาก จึงเสียน้ำและเกลือแร่ไปบ้าง ร่างกายจึงต้องการได้รับน้ำไปทดแทนให้เพียงพอ กะกันคร่าวๆว่า ระหว่างการเล่นกีฬา ควรจะดื่มน้ำแก้วขนาดปานกลางให้ได้ระหว่าง 6-8 แก้ว น้ำหนักที่ลดไป 1 ปอนด์ (ประมาณเกือบครึ่งกิโลกรัม) ต้องกินน้ำเข้าไป 2 แก้วใหญ่ๆ จึงจะเพียงพอกับน้ำหนักที่ลดจากการเสียน้ำ
สำหรับคนธรรมดา ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย โอกาสที่จะเป็นลมแพ้ร้อนนั้นเป็นไปได้น้อย ยกเว้นแต่ว่าเป็นผู้ที่ร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง ก็อาจจะเกิดอาการเพลียร้อนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในช่วงระยะเวลาสั้นๆก็อาจไม่ถึงขั้นเป็นลมแพ้ร้อนหมดสติ คนธรรมดาที่มีโอกาสจะเป็นลมแพ้ร้อน โอกาสเดียวที่จะเป็นไปได้ เช่น การยืนตากแดดนานๆ อย่างเอานักเรียนไปยืนตากแดดเข้าแถวรับใครเป็นเวลานาน เพราะต้องยืนนิ่งเฉยๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เลือดจะไหลมาที่ขามาก นอกจากนี้พวกที่ต้องเสียน้ำอยู่เรื่อยๆ เช่น ท้องร่วง อาเจียน อาจมีโอกาสจะเป็นลมแพ้ร้อนได้
ในหน้าร้อนอย่างนี้ ควรจะดื่มน้ำผลไม้เป็นประจำ เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่เสียไปกับเหงื่อ และการอาบน้ำเย็นก่อนการออกกำลังกายในอากาศร้อน ก็จะช่วยให้ทนต่อภาวะอากาศร้อนได้ดีขึ้น
นอกจากอาการที่เนื่องมาจากอากาศร้อน โดยตรงแล้ว ในหน้าร้อนอย่างนี้ยังเป็นฤดูที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด และอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคได้ เช่น
1. โรคอหิวาตกโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อโดยการกินอาหารหรือกินน้ำที่มีเชื้อ เข้าไป อาการที่สำคัญของโรคคือ ท้องร่วง อาเจียน ถ่ายอุจจาระเหลวบ่อยครั้ง จนกระทั่งอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว มีอาการขาดน้ำอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย หายใจลึก ผิดปกติชีพจรเต้นเร็วจนถึงช็อคหมดสติ อาจตายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้ารักษาไม่ทัน
2.โรคบิดเกิดจากเชื้อบิด ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้ออะมีบาก็ได้ ติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคเข้าไป อาการสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระบ่อย อาจเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดมีไข้และปวดท้องแบบปวดเบ่งร่วมด้วย
3. โรคอุจจาระร่วงอาจเกิดจากเชื้อหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ติดต่อได้โดยกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อเข้าไป
4. โรคไข้ไทฟอยด์เกิดจากเชื้อไทฟอยด์ซึ่งเป็นเชื้อ แบคทีเรีย ติดต่อได้โดยกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคเข้าไป อาการสำคัญคือ มีไข้ติดต่อกันหลายวัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ซึม บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจท้องเดินหรือท้องผูก
โรคดังกล่าวข้าง ต้นมีการติดต่อคล้ายคลึงกัน คือ โดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อเข้าไป เช่น ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด อาหารมีแมลงวันตอม เพราะฉะนั้นก่อนจะจับต้องหรือกินอาหารต้องล้างมือให้สะอาด น้ำดื่มต้องให้แน่ใจว่าสะอาดจริง เช่น ดื่มน้ำต้ม หรือน้ำประปา นอกจากนี้ก็ควรจะงดอาหารประเภทเสาะท้อง เช่น มะยมดอง ฝรั่ง มะม่วงดอง เพราะในระยะนี้ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก
5.โรคพิษสุนัขบ้า
เป็น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เกิดได้ทั้งกับคนและสัตว์ ติดต่อได้โดยสัตว์ที่เป็นโรคมากัด เป็นแล้วไม่มีโอกาสรักษาหาย วิธีป้องกันก็คือ ต้องนำสัตว์เลี้ยงฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง ถ้าหากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงกัด ให้กักสัตว์นั้นไว้สัก 10 วัน เพื่อดูอาการ อย่าไปด่วนฆ่ามันทิ้งเสียก่อน ถ้าไม่แน่ใจก็ให้รีบปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
สุดท้ายเพราะอากาศร้อน ความชื้นสูง และแสงแดด อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่ต้องเผชิญกับสภาวะดังกล่าว อันตรายนั้นอาจเป็นเพียงหมดสติไปชั่วครู่ เพลียแพ้ร้อน ตลอดจนถึงเป็นลมแพ้ร้อน ซึ่งอาการหลังนี้ ถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีผู้ป่วยอาจตายได้ ผู้ป่วยที่ออกกำลังกายภายใต้สิ่งแวดล้อมอย่างที่กล่าวมา มีโอกาสเป็นอันตรายได้มากกว่าคนที่อยู่นิ่งๆ โดยเฉพาะในคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง นักกีฬาที่ยังไม่ชินกับสภาพความร้อน และผู้ที่กินยาบางอย่าง
นอกจากนี้ ในหน้าร้อนยังเป็นฤดูแพร่พันธุ์ของเชื้อโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อหิวาตกโรค บิด อุจจาระร่วง หรือพวกอาหารเป็นพิษอื่นๆ ซึ่งติดต่อโดยการกินอาหารและน้ำที่มีเชื้อหรือไม่สะอาด ดังนั้น เวลาจะเลือกกินอาหารจึงควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่สำคัญหากเกิดอาการตามโรคอย่างไรข้างต้น ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุดด้วย
สำหรับคนที่เป็น โรคหัวใจ อาจจะต้องระวังให้มากในช่วงอากาศร้อน เพราะการทำงานของหัวใจจะหนักขึ้น ร่างกายอาจจะอ่อนเพลียง่าย และคนที่เป็นโรคความดันโลหิตก็อาจจะต้องให้ความเอาใจใส่กับสุขภาพเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน หวังว่าสิ่งที่ note เอามาลงให้อ่านกันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านหลายๆคนไม่มากก็น้อย ไว้คราวหน้า note จะหาเรื่องราวดีดีที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้กันอีก สำหรับวันนี้ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://www.doctor.or.th ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้แก่เราด้วย











ร่วมแสดงความคิดเห็น